facebook rss feed thai language english language

การสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากร พ.ศ. 2544
สรุปผลการสำรวจเบื้องต้น
การสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากร พ.ศ. 2544
แหล่งที่มา กองสถิติสังคมสำนักงานสถิติแห่งชาติ

1. บทนำ

       สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับอนามัยและสวัสดิการเป็นประจำทุก5ปี โดยครั้งล่าสุดได้สำรวจระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางด้านสุขภาพอนามัย ภาวะความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการป้องกันสุขภาพจากการเจ็บป่วย รวมทั้งการใช้ยาสมุนไพรหรือยาแผนโบราณ รายงานผลเบื้องต้นเรื่องพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากร พ.ศ. 2544 เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งของการสำรวจเกี่ยวกับอนามัยและสวัสดิการ โดยในรายงานฉบับนี้ได้เสนอสถานการณ์ลักษณะทางประชากร และพฤติกรรมของการสูบบุหรี่ และการดื่มสุราของประชากรซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติคาดว่าหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปใช้ประเมินสถานการณ์ ภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพของประชากรและประเมินผลของโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง


2. ระเบียบวิธีการสำรวจ

       ในการสำรวจครั้งนี้ได้ดำเนินการสำรวจทั่วประเทศ โดยเลือกตัวอย่างตามระเบียบวิธีการสำรวจด้วยตัวอย่าง มีแผนแบบการสุ่มตัวอย่างเป็นแบบ Stratified Two - Stage Sampling มีจังหวัดเป็นสตราตัม (Stratum) ซึ่งมีทั้งสิ้น 76 สตราตัม และในแต่ละสตราตัม (จังหวัด) ได้แบ่งออกเป็น 2 สตราตัมย่อย ตามเขตการปกครอง คือ ในเขตเทศบาล โดยมีประชุม (สำหรับในเขตเทศบาล) และหมู่บ้าน (สำหรับนอกเขตเทศบาล) เป็นตัวอย่างขั้นที่ 1 มีจำนวนทั้งสิ้น 5,670 ชุมรุมอาคาร / หมู่บ้าน และครัวเรือนส่วนบุคล เป็นตัวอย่างขั้นที่ 2 มีจำนวนทั้งสิ้น 78,363 ครัวเรือนโดยดำเนินการสำรวจในเดือน เมษายน - พฤษภาคม และมิถุนายน พ.ศ. 2544 ใช้วิธีสัมภาษณ์หัวหน้าครัวเรือนหรือสมาชิกในครัวเรือนที่ตกเป็นตัวอย่าง โดยพนักงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ประจำอยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ การประมวนผลข้อมูลจะดำเนินการตามหลักสถิติศาสตร์ โดยนำข้อมูลที่ได้จากครัวเรือนตัวอย่างมาคำนวณตามสูตรในการประมาณค่าที่ เหมาะสมกับวิธีการเลือกตัวอย่าง โดยมีการถ่วงน้ำหนักข้อมูล (Weight) เพื่อให้ได้ค่าประมาณของประชากรทั้งหมดที่ใกล้เคียงกับค่าที่แท้จริง ทั้งในระดับภาคและยอดรวมทั่วประเทศ


3. คำนิยามสำคัญที่ใช้ในการสำรวจ


       3.1 บุหรี่


             ในพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 หมายถึง ยาเส้นหรือยาเส้นปรุง ไม่ว่าจะมีใบยาแห้ง หรือยาอัดเจือปนหรือไม่ ซึ่งมวนยาด้วยกระดาษหรือวัตถุที่ทำขึ้นใช้แทนกระดาษหรือใบยาแห้งยาอัด

             ประเภทบุหรี่ในการสำรวจครั้งนี้
ได้แก่

                    1. บุหรี่ชนิดซอง ผลิตในประเทศ โดยโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ ชนิดมีก้นกรองและชนิดไม่มีก้นกรอง ชนิดมีก้นกรอง ได้แก่ กรุงทอง 90 กรองทิพย์ 90 สามิต 90 รยส. 90 สายฝน 90 เกร็ดทอง 90 กรองทิพย์ไลทส์ สายฝนไลทส์ กรองทิพทอง กรองทิพรสอเมริกัน รอยัล 90 เดอลุกซ์ กรองทิพย์ 90 เดอลุกซ์ และกรองทิพย์สมุนไพร Tiger Eye รสอเมริกัน Tiger Eye รสเมนทอล Tiger Eye รสไลทส์ Tiger Eye อุลตร้าไลทส์ ชนิดไม่มีก้นกรอง หรือบุหรี่สั้น ได้แก่ พระจันทร์33 เกร็ดทอง33 สามิต33 กรุงทอง33 และรวงทิพย์33

                    2. บุหรี่ซอง ผลิตจากต่างประเทศ ได้แก่ บุหรี่ที่ผลิตในต่างประเทศและมีการนำเข้ามาในประเทศที่รูจักกันทั่วไป ได้แก่ มาร์ลโบโล วินสตัน มอร์ ดันนฮิลส์ ลัคกี้สไตรค์ เป็นต้น

                    3. บุหรี่มวนเอง หรือบุหรี่ที่ไม่ได้ผลิตจากโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ได้แก่บุหรี่ที่มวนเองโดยใช้วัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น อาจเป็นกระดาษ ใบตอง ใบจาก ใบมะกา เป็นต้น

                    4. อื่นๆ ในที่นี้ได้แก่ บุหรี่ซิการ์ และไปป์ ฯลฯ โดยที่ บุหรี่ซิการ์ ในพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 หมายถึง ใบยาแห้ง หรือยาอัดซึ่งมวนด้วยใบยาแห้งหรือยาอัด บุหรี่ซิการ์ที่มีจำหน่ายในประเทศส่วนใหญ่ผลิตจากประเทศอเมริกาและประเทศแถบ ยุโรป ได้แก่ ประเทศเดนมาร์ค เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ เป็นต้นไปป์ เป็นกล้องสูบบุหรี่ที่มีเบ้าสำหรับใส่ยาเส้น ไปป์ส่วนมากทำมาจากเหง้าของต้นไม้ที่แข็งและทนความร้อนได้ อาจทำจากซังข้าวโพด หรือทำด้วยพลาสติกที่ทนความร้อนได้ดี

       3.2 พฤติกรรมการสูบบุหรี่


             1. สูบบุหรี่เป็นประจำ หมายถึง มีปกตินิสัยในการสูบบุหรี่และสูบบุหรี่สม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน วันที่มีกิจธุระหรือเจ็บป่วย อาจมีการงดสูบบุหรี่ชั่วคราว
 
             2. สูบบุหรี่นาน ๆ ครั้ง หมายถึง การสูบบุหรี่ที่มีการสูบไม่สม่ำเสมอกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนไม่ได้

             3. ไม่สูบบุหรี่ หมายถึง ไม่สูบบุหรี่ประเภทใดเลย

       3.3 สุรา
ในการสำรวจครั้งนี้ สุราจะรวมถึง เครื่องดื่มที่มึนเมาด้วย โดยหมายถึง เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ได้แก่ สุราแม่โขง แสงทิพย์ หงษ์ทอง สุรา 28 ดีกรี สุราขาว กระแช่ บรั่นดี สาโท ไวน์ วิสกี้ เบียร์ เป็นต้น
4. สรุปผลการสำรวจที่สำคัญ


       4.1 การสูบบุหรี่ของประชากร


             4.1.1 สถานการณ์การสูบบุหรี่ของประเทศไทย
 
                     จากการสำรวจ พบว่า ในปี 2544 จำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 11 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ มีประมาณ 51.3 ล้านคน ซึ่งเป็นผู้ที่สูบบุหรี่จำนวน 12.0 ล้านคน หรือร้อยละ 23.4 ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำหรือสูบทุกวัน ประมาณ 10.6 ล้านคน หรือร้อยละ 20.6 และผู้ที่สูบบุหรี่นานๆครั้ง (สูบไม่สม่ำเสมอหรือกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนไม่ได้) มีประมาณ 1.4 ล้านคนหรือร้อยละ 2.8 โดยจำนวนของผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำในปี 2544 เพิ่มขึ้นจากปี 2542 ประมาณ 0.4 ล้านคน

                     เมื่อเปรียบเทียบอัตราร้อยละของผู้ที่สูบบุหรี่ตามเขตการปกครอง พบว่า ประชากรที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล มีอัตราร้อยละของการสูบบุหรี่เป็นประจำสูงกว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในเขต เทศบาล คือ ร้อยละ 22.7 และร้อยละ 16.4 ตามลำดับ

                     เมื่อพิจารณาตามภาค พบว่า ทุกภาคยกเว้นกรุงเทพมหานคร มีอัตราร้อยละของประชากรที่สูบบุหรี่เป็นประจำไม่แตกต่างกันมากนัก กล่าวคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอัตราร้อยละของผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำสูงสุด คือ ร้อยละ 23.3 รองลงมาคือ ภาคใต้ ร้อยละ 22.0 ภาคเหนือร้อยละ 21.7 และภาคกลาง (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร) ร้อยละ 18.4 ส่วนกรุงเทพมหานคร มีอัตราร้อยละของผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำต่ำสุดเพียงร้อยละ 14.7

             4.1.2 ลักษณะทางประชากรของผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ

                      ในจำนวนของผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำมีอายุ 11 ปีขึ้นไปประมาณ 10.6 ล้านคน เป็นชาย 10.0 ล้านคน และเป็นหญิง 0.6 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบอัตราการสูบบุหรี่ระหว่างเพศพบว่า ชาย มีอัตราการสูบบุหรี่เป็นประจำสูงกว่าหญิง คือ ร้อยละ 39.3 และร้อยละ2.2 ตามลำดับ
  
                      เมื่อพิจารณาผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำตามกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มวัยทำงาน (25-59ปี) เป็นกลุ่มที่มีอัตราของการสูบบุหรี่เป็นประจำสูงสุด คือ ร้อยละ 26.2 รองลงมาคือกลุ่มผู้สูงอายุ (60ปีขึ้นไป) ร้อยละ 21.1 กลุ่มเยาวชน (15-24ปี) ร้อยละ 13.5 และกลุ่มเด็ก (11-14ปี) ร้อยละ 0.1 เมื่อเปรียบเทียบอัตราการสูบบุหรี่เป็นประจำในแต่ละกลุ่มอายุระหว่างชายและ หญิงพบว่า การสูบบุหรี่ในทุกกลุ่มอายุของชายจะสูงกว่าของหญิง

                      สิ่งที่น่าสังเกต คือ ถึงแม้ว่าอัตราการสูบบุหรี่ของเยาวชน (15-24ปี) จะต่ำกว่ากลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ เมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราการสูบบุหรี่ของกลุ่มเยาวชนระหว่างปี 2542 และ 2544 พบว่า มีอัตราเพิ่มขึ้นทั้งชายและหญิง (ร้อยละ 24.0 ในปี 2542 เพิ่มเป็นร้อยละ 26.0 ในปี 2544 สำหรับชาย และร้อยละ 0.3 ในปี2542 เพิ่มเป็นร้อยละ 0.6 ในปี 2544 สำหรับหญิง) ในขณะที่กลุ่มอายุอื่นๆ มีอัตราการสูบบุหรี่ลดลง นั่นแสดงให้เห็นว่า ในปัจจุบันบุหรี่ได้แพร่เข้าไปถึงกลุ่มเยาวชนเพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

             4.1.3 พฤติกรรมในการสูบบุหรี่
 
                     ในส่วนนี้จะเสนอเรื่องพฤติกรรมในการสูบบุหรี่ ได้แก่ อายุเฉลี่ยเมื่อเริ่มสูบบุหรี่ จำนวน บุหรี่ที่สูบต่อวัน ประเภทของบุหรี่ที่สูบ และค่าใช้จ่ายต่อวัน นอกจากนี้ยังได้เสนอเรื่องการสูบบุหรี่ขณะอยู่ในครัวเรือนกับสมาชิกด้วย

                     ในการสำรวจครั้งนี้ พบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่ประจำจะมีอายุเฉลี่ยเมื่อเริ่มสูบประมาณ 18.5 ปี โดยอายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบบุหรี่ของชายจะเร็วกว่าหญิง ( 18.3 ปี และ 21.9 ปี ตามลำดับ) และแนวโน้มของอายุที่เริ่มสูบบุหรี่มีความแตกต่างกันระหว่างชายและหญิง กล่าวคือ ในปี 2544 ชายมีอายุที่เริ่มสูบบุหรี่ช้าลง ส่วนหญิงมีอายุที่เริ่มสูบบุหรี่เร็วขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2542 (17.9 ปี และ 22.2 ปีตามลำดับ)

                     ผู้ที่สูบบุหรี่ประจำจะสูบบุหรี่เฉลี่ยต่อวันประมาณ 10.6 มวน โดยชายสูบบุหรี่เฉลี่ยต่อวันสูงกว่าหญิง (10.7 มวน และ 8.8 มวนตามลำดับ) ซึ่งประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะสูบบุหรี่มวนเอง (ร้อยละ 52.7) โดยส่วนมากเป็นผู้ที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล และอีกประมาณร้อยละ 46 สูบบุหรี่ซองผลิตในประเทศ
 
                     ค่าใช้จ่ายของผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำประมาณวันละ 11.0 บาทต่อคน โดยชายจะมีค่าใช้จ่ายในการสูบบุหรี่ต่อวันสูงกว่าหญิง คือ 11.1 บาทต่อคน และ 8.1 บาทต่อคนตามลำดับ

                     ในปีนี้ องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดคำขวัญของการรณรงค์ไว้ว่า "Second Hand Smoke : Let's Clear the Air " หรือ "อันตรายจากการสูบบุหรี่มือสอง" เพื่อ กระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงการได้รับควันบุหรี่ที่ผู้อื่นสูบ ในการสำรวจครั้งนี้ ได้สอบถามเรื่องพฤติกรรมการสู บบุหรี่ใขณะอยู่ในบ้านกับสมาชิกในครัวเรือน พบว่า ร้อยละ 88.1 ของผู้ที่สูบบุหรี่ประจำมีการสูบบุหรี่ขณะอยู่ในบ้านกับสมาชิกในครัวเรือน โดยชายและหญิงมีพฤติกรรมลักษณะนี้ไม่แตกต่างกัน คือ ร้อยละ 80.0 และ 90.3 ตามลำดับ

                      จากข้อมูลเหล่านี้อาจแสดงให้เห็นว่าผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำยังไม่ได้ คำนึงถึงอันตรายของควันบุหรี่ที่มีผลต่อบุคลอื่น ซึ่งควันบุหรี่ถือว่าเป็นภัยใกล้ตัวและมีอันตรายเมื่อมีการสะสมเข้าไปในร่าง กายทุกวัน ดังนั้นจึงควรมีการรณรงค์ในเรื่องของอันตรายจากควันบุหรี่ทางสื่อต่าง ๆ ให้มากกว่านี้ เพื่อที่ประชาชนจะได้มีความตื่นตัวและตระหนักถึงพิษภัยของควันบุหรี่

             4.1.4 ความพยายามในการเลิกสูบบุหรี่

                     ในส่วนของความพยายามในการเลิกสูบบุหรี่จะเสนอข้อมูลในเรื่องของความพยายามของ การเลิกสูบบุหรี่และสาเหตุที่ไม่สามารถจะเลิกสูบบุหรี่
 
                      เมื่อพิจารณาถึงความพยายามที่จะเลิกสูบบุหรี่ของผู้ที่ปัจจุบันสูบบุหรี่ เป็นประจำพบว่า ร้อยละ 33.2 เป็นผู้ที่ไม่เคยคิดจะเลิกสูบบุหรี่ และร้อยละ 36.4 เป็นผู้ที่เคยคิดอยากจะเลิกสูบบุหรี่แต่ยังไม่เคยพยายามที่จะเลิก และสำหรับผู้ที่ปัจจุบันสูบบุหรี่เป็นประจำและเคยพยายามที่จะเลิกสูบบุหรี่ มีร้อยละ 30.3 โดยส่วนใหญ่เคยใช้ความพยายามในการเลิกสูบบุหรี่เพียง 1 หรือ 2 ครั้ง แต่ไม่สามารถที่จะเลิกได้จึงต้องกลับมาสูบอีก (ร้อยละ11.1 และ 8.5 ของผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ตามลำดับ) นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่เคยใช้ความพยายามในการเลิกสูบบุหรี่ถึง 5 ครั้งขึ้นไป (ร้อยละ 5.4) แต่ไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้เช่นเดียวกัน

                       สาเหตุที่เลิกสูบบุหรี่ไม่ได้ของผู้ที่เคยพยายามที่จะเลิกสูบบุหรี่ สาเหตุแรก คือ รู้สึกหงุดหงิดเมื่อไม่ได้สูบบุหรี่ ร้อยละ 30.9 รองลงมา คือ เป็นเพราะความเคยชินร้อยละ 22.7 และเห็นคนอื่นสูบแล้วอยากสูบอีก ร้อยละ 21.0 และเมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่เลิกสูบบุหรี่ไม่ได้ระหว่างชายและหญิง พบว่า มีเหตุผลเดียวกัน

       4.2 การดื่มสุราของประชากร


             ในจำนวนของผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำมีอายุ 11 ปีขึ้นไปประมาณ 10.6 ล้านคน เป็นชาย 10.0 ล้านคน และเป็นหญิง 0.6 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบอัตราการสูบบุหรี่ระหว่างเพศพบว่า ชาย มีอัตราการสูบบุหรี่เป็นประจำสูงกว่าหญิง คือ ร้อยละ 39.3 และร้อยละ2.2 ตามลำดับ

              เมื่อพิจารณาผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำตามกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มวัยทำงาน (25-59ปี) เป็นกลุ่มที่มีอัตราของการสูบบุหรี่เป็นประจำสูงสุด คือ ร้อยละ 26.2 รองลงมาคือกลุ่มผู้สูงอายุ (60ปีขึ้นไป) ร้อยละ 21.1 กลุ่มเยาวชน (15-24ปี) ร้อยละ 13.5 และกลุ่มเด็ก (11-14ปี) ร้อยละ 0.1 เมื่อเปรียบเทียบอัตราการสูบบุหรี่เป็นประจำในแต่ละกลุ่มอายุระหว่างชายและ หญิงพบว่า การสูบบุหรี่ในทุกกลุ่มอายุของชายจะสูงกว่าของหญิง
             
               สิ่งที่น่าสังเกต คือ ถึงแม้ว่าอัตราการสูบบุหรี่ของเยาวชน (15-24ปี) จะต่ำกว่ากลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ เมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราการสูบบุหรี่ของกลุ่มเยาวชนระหว่างปี 2542 และ 2544 พบว่า มีอัตราเพิ่มขึ้นทั้งชายและหญิง (ร้อยละ 24.0 ในปี 2542 เพิ่มเป็นร้อยละ 26.0 ในปี 2544 สำหรับชาย และร้อยละ 0.3 ในปี2542 เพิ่มเป็นร้อยละ 0.6 ในปี 2544 สำหรับหญิง) ในขณะที่กลุ่มอายุอื่นๆ มีอัตราการสูบบุหรี่ลดลง นั่นแสดงให้เห็นว่า ในปัจจุบันบุหรี่ได้แพร่เข้าไปถึงกลุ่มเยาวชนเพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

ตารางที่ 1 จำนวนและอัตราร้อยละของผู้ที่สูบบุหรี่อายุ 11 ปีขึ้นไป จำแนกตามพฤติกรรมการสูบบุหรี่และเพศ พ.ศ. 2539 - 2544
เพศ
พ.ศ. 2539
พ.ศ. 2542
พ.ศ. 2544
     จำนวนประชากรทั้งสิ้น
48,009.2
49,905.6
51,278.7
     จำนวนประชากรที่สูบบุหรี่
12,547.9
11,991.7
11,971.0
     จำนวนผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
11,254.2
0,230.6
10,557.1
     จำนวนผู้ที่สูบบุหรี่นานๆ ครั้ง
1,293.7
1,761.1
1,413.9
     อัตราผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
23.4
20.5
20.6
     อัตราผู้ที่สูบบุหรี่นานๆ
2.7
3.5
2.8
 


     ครั้งจำนวนประชากรชายทั้งสิ้น
23,890.3
24,801.3
25,445.6
     จำนวนประชากรที่สูบบุหรี่
11,775.4
11,247.4
11,291.1
     จำนวนผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
10,644.3
9,638.3
9,997.7
     จำนวนผู้ที่สูบบุหรี่นานๆ ครั้ง
1,131.1
1,609.1
1,293.4
     อัตราผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
44.6
38.9
39.3
     อัตราผู้ที่สูบบุหรี่นานๆ ครั้ง
4.7
6.5
5.1
 


     จำนวนประชากรหญิงทั้งสิ้น
24,118.9
25,104.3
25,883.1
     จำนวนประชากรที่สูบบุหรี่
772.5
744.3
679.9
     จำนวนผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
609.9
592.3
559.4
     จำนวนผู้ที่สูบบุหรี่นานๆ ครั้ง
162.6
152.0
120.5
     อัตราผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
2.5
2.4
2.2
     อัตราผู้ที่สูบบุหรี่นานๆ ครั้ง
0.7
0.6
0.5

ตารางที่ 2 อัตราร้อยละของผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำอายุ 11 ปีขึ้นไป จำแนกตามเพศ ภาคและเขตการปกครอง พ.ศ. 2542 และ 2544

ภาค/เขตการปกครอง
พ.ศ. 2542
พ.ศ. 2544
รวม
ชาย
หญิง
รวม
ชาย
หญิง
    ทั่วราชอาณาจักร
20.5
38.9
2.4
20.6
  
     ในเขตเทศบาล
15.3
29.7
1.7

  
     นอกเขตเทศบาล
22.0
41.1
2.6

  
     กรุงเทพมหานคร
14.4
28.7
1.5

  
     กลาง( ไม่รวม กทม .)
19.3
36.7
2.5

  
     เหนือ
21.7
37.8
5.2

  
     ตะวันออกเฉียงเหนือ
22.1
42.7
1.2

  
     ใต้
23.0
44.0
2.0