facebook rss feed thai language english language

7 ปีกับ 13 ล้านเสียงประชาชน ผลักดัน พ.ร.บ.ควบคุมน้ำเมา
ที่มา หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- เสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2558

เดือนนี้ถือว่าเป็นเดือนที่ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีอายุครบ 7 ปี แห่งการต่อสู้ของประชาชนเพื่อประชาชน เพื่อให้ได้ซึ่งกฎหมายที่สามารถควบคุมและบังคับใช้ในการดื่ม/ซื้อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้อยู่ในกรอบและกติกาของสังคม เพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากการเมาแล้วขับ และโรคเรื้อรังที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ได้มาจากภาคประชาชนที่เข้มแข็งและเมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมมิราเคิล สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) จัดเวทีเสวนา "ทบทวน 7 ปี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551" เนื่องในโอกาสครบรอบ 7 ปีกฎหมายคุมน้ำเมาที่ประชาชนให้การสนับสนุนมากที่สุด ในงานมีภาคีเครือข่ายงดเหล้าเข้าร่วมกว่า100 คน

น.พ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในยุคนั้น กล่าวว่า กว่าจะมาเป็น พ.ร.บ.ความคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกฝ่ายต้องร่วมกันผลักดันมาเป็นระยะเวลานาน มีความยากลำบากกว่าจะผ่านแต่ละขั้นตอนและเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ ต้องบอกเลยว่ากฎหมายฉบับนี้ กว่า 60% เกิดจากประชาชนที่รวมพลังขับเคลื่อนพร้อมใจกันลงชื่อสนับสนุนกว่า 13 ล้านคน จึงถือว่าเป็นกฎหมายที่มีประชาชนให้การสนับสนุนมากที่สุด อย่างไรก็ตาม หลังจากกฎหมายนี้ถูกนำมาใช้จนครบ 7 ปี ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนตัวมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญทำให้สังคมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนเกิดความตระหนักทราบถึงข้อกฎหมายและยินดีให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมากขึ้น จากนั้นก็เริ่มเห็นพัฒนาการของกฎหมายในการออกมาตรการใหม่ๆ มาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการลดปัญหา ช่วยให้อุบัติเหตุลดลง ทำให้ความเสียหายความสูญเสียลดลง

"การที่จะพัฒนากฎหมายให้ครอบคลุมได้นั้นต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะเจตนาของ พ.ร.บ.นี้เพื่อต้องการลดปริมาณการดื่ม อันตรายจากการดื่มทั้งอุบัติเหตุ ความรุนแรง ปัญหาสุขภาพ และป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ไม่ให้เข้าสู่วงจร คงต้องเร่งทำอีกหลายขั้นตอน ส่วนสิ่งที่เป็นห่วงในขณะนี้คือการโฆษณาชักจูงใจของบรรดาบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มุ่งเป้าเพิ่มนักดื่ม ซึ่งเราต้องช่วยกันเร่งขับเคลื่อนอย่างชาญฉลาดหาส่วนร่วมจากทุกฝ่าย เพื่อต่อยอดทำ พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้สมบูรณ์ และลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด อยากฝากว่า พลังประชาชนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อช่วยให้เจตนาของ พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ดังนั้นขอให้กำลังใจทุกฝ่ายให้อดทน และไม่ท้อถอย รวมถึงฝ่ายนโยบายต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดอย่าให้ธุรกิจแอลกอฮอล์เข้ามามีอิทธิพล และต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง" น.พ.มงคล กล่าว

น.พ.มงคล กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องดังกล่าวจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ที่ต้องได้รับการสานต่อจากภาคประชาชน เพื่อสร้างความยั่งยืน และให้ประชาชนได้ตระหนักถึงว่าในช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ สงกรานต์มักจะมีคนตายเป็นจำนวนมากจากเครื่องดื่มแลกอฮอล์ และที่สำคัญเราต้องสกัดจำนวนนักดื่มหน้าใหม่ ที่เป็นเป้าหมายของบริษัทผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นั่นคือ "วัยรุ่น"

ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้ากล่าวว่า 7 ปีของการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้เห็นชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่รู้เกี่ยวกับปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น แต่มีบางส่วนที่ยังขาดการตระหนักและไม่ทำตามกฎหมาย โดยเฉพาะร้านค้าแบรนด์ดังหรือร้านค้าปลีกที่รู้ข้อกฎหมายแต่ยังละเมิด เช่น การขายเหล้าให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี พบเห็นได้ทั่วไปอีกทั้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุเมาแล้วขับ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่เคยเอาผิดสาวไปถึงผู้ที่ขายให้เด็กทั้งที่ความผิดชัดเจน และที่ยังเป็นปัญหาสำคัญคือบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำการตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งการทำ CSR การเป็นสปอนเซอร์ การโฆษณา ลดแลกแจกแถม โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมายและการบังคับใช้ บางรายตั้งบริษัทลูกบังหน้าเพื่อรับผิดแทนสะท้อนได้จาก ผลการดำเนินงานเฝ้าระวังและบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พบว่า ตลอดปี 2557 มีการรับเรื่องร้องเรียนการกระทำผิดกฎหมาย ผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียนบุหรี่และสุรามากถึง 3,839 ครั้ง และการดำเนินคดี 620 ราย ฐานความผิดอับดับ 1 คือ โฆษณาสื่อสารการตลาด รองลงมาคือ ขายโดยไม่มีใบอนุญาต 3.ขายในสถานที่ห้ามขาย 4.เร่ขายและลดแลกแจกแถม 5.ขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี

"สถานการณ์การดื่มของคนไทยแม้จะดีขึ้นตามลำดับเห็นได้จากกิจกรรมรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา คนไทยเข้าร่วมกว่า 17 ล้านคน หรือ 83.4% ประหยัดเงินกว่า 77,700 ล้านบาท แต่เพื่อให้การรณรงค์ต่างๆ รวมถึงกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีความต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจต้องตรวจจับดำเนินคดีอย่างเข้มงวดรวดเร็ว คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ต้องกำหนดมาตรการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ล่าสุดได้ลงนามกฎหมายลูกต่างๆ เช่น ห้ามขายห้ามดื่มบนรถไฟและสถานี รวมถึงออกประกาศกำหนดระยะเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปี 58 ซึ่งทำให้ชัดเจนขึ้นเอาผิดได้ทั้งผู้ขายที่มีและไม่มีใบอนุญาต และต่อไปหีบห่อบรรจุภัณฑ์จะใช้ศิลปิน ดารา นักกีฬาไม่ได้ด้วย" ภก.สงกรานต์ กล่าว

ด้าน นายนรินทร์ แป้นประเสริฐ ประธานชุมชนวัดโพธิ์เรียง เขตบางกอกน้อย กรุงเทพ เป็นอีกหนึ่งเครือข่ายที่ต้องการสร้างให้ชุมชนมีพื้นที่ที่ปลอดภัยจากน้ำเมา เล่าว่า แต่เดิมในพื้นที่มีเรื่องปัญหายาเสพติดเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันตนเป็นผู้นำชุมนได้นำวิธีแก้ปัญหาแบบคิดเองว่า ยาเสพติดมันผิดกฎหมาย แต่เหล้าเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย ตนจึงได้ซื้อเหล้าให้กับพวกที่ติดยาได้ดื่มกัน ผลที่ได้กลับมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นจนรู้สึกแล้วว่าสิ่งที่ทำไปนั้นผิด จนได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานใหม่ หันมาเน้นกระบวนการทำงานใหม่ เน้นทำงานแบบเครือข่าย โดยได้มีการเจรจากับวัด และโรงเรียนว่าถ้าหากมีการจัดงานเลี้ยงใดๆ ของให้งดการเลี้ยงเหล้า ซึ่งตอนนั้นโดนชาวบ้านด่า แต่เมื่อเป็นผู้นำจึงได้อาศัยงานบวชลูกชายเป็นตัวอย่างประกาศลงไปในการ์ดเชิญว่างดเลี้ยงเหล้า ตอนแรกหวั่นว่าจะไม่มีใครมา แต่สุดท้ายก็มีคนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก นั่นจึงเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชุมชน

นอกจากนี้ นายนรินทร์ ได้ดึงเยาวชนในชุมชนเข้ามาเป็นเครือข่ายอบรมให้ความรู้เพื่อที่เด็กเหล่านี้นำความรู้ที่ได้ไปบอกผู้ปกครอง รวมถึงการขอความร่วมมือจากร้านค้าให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามเวลาและห้ามขายให้กับเด็กๆ ซึ่งทางร้านค้าก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีบางร้านถึงกับเลิกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปเลยก็มี และเพื่อให้การทำงานเป็นไปได้ต่อเนื่องจึงได้จัดกิจกรรม "พื้นที่นี้ดีจัง"ให้กับชุมชนมีการเปิดพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์, ลอยกระทง หรือเทศกาลอื่นๆ เป็นงานปลอดเหล้า

"ณ วันนี้ปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดโพธิ์เรียงลดลงอย่างเห็นได้ชัด ชาวบ้านมีความสุข มีเงินมากขึ้น เพราะไม่ต้องเอาเงินไปซื้อเหล้า ส่วนตนเอง ได้เรียนรู้ว่า การทำงานที่ดีต้องทำงานเป็นเครือข่าย และต้องสร้างพลังความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นชุมชน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของงานที่ทำ" นายนรินทร์ กล่าว

7 ปี 13 ล้านเสียงแห่งการผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของภาคประชาชน ที่ต้องการจะเห็นความปลอดภัยในชีวิต และสร้างความตระหนักรู้เท่าทันอันตรายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งต้องไม่ตกเป็นเหยื่อทางการตลาดของบริษัทผู้ผลิตแอลกอฮอล์อีกด้วย